ทำไมกว่า 20 ประเทศ เตือนให้ประชาชนตุนเสบียง เกิดอะไรขึ้น? ภัยพิบัติ หรือ สงคราม

ทำไมกว่า 20 ประเทศ เตือนให้ประชาชนตุนเสบียง เกิดอะไรขึ้น? ภัยพิบัติ หรือ สงคราม

ทำไมกว่า 20 ประเทศ เตือนให้ประชาชนตุนเสบียง เกิดอะไรขึ้น? ภัยพิบัติ หรือ สงคราม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไมหลายประเทศแนะสำรองเสบียงฉุกเฉินให้พร้อม สำหรับ 3 วันขึ้นไป? เปิดเหตุผลและสิ่งที่ประชาชนควรเตรียม

คำแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยาประจำตัว และสิ่งของจำเป็นสำหรับเหตุฉุกเฉิน กำลังได้รับความสนใจ หลังหลายประเทศเผยแพร่คู่มือและรณรงค์ให้ครัวเรือนพึ่งพาตนเองได้ในช่วงแรกของวิกฤต ระยะเวลาที่แนะนำแตกต่างกัน ตั้งแต่ประมาณ 3 วัน ไปจนถึง 2 สัปดาห์ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เป้าหมายสำคัญคือช่วยให้ประชาชนรับมือได้หากไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร หรือการขนส่งหยุดชะงัก พร้อมลดภาระเจ้าหน้าที่ที่ต้องเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงก่อน

อย่างไรก็ตาม คำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด และไม่ได้มุ่งรับมือสงครามเพียงอย่างเดียว บางประเทศเพิ่งเปิดตัวแคมเปญใหม่ ขณะที่อีกหลายแห่งมีแนวทางเตรียมพร้อมมานานแล้ว ความเสี่ยงที่กล่าวถึงครอบคลุมทั้งพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภัยไซเบอร์ ตลอดจนความขัดแย้งและเหตุขัดข้องของบริการพื้นฐาน

สหราชอาณาจักรเปิดแคมเปญ “Be Ready” แนะเตรียมพร้อม 3 วัน

วันที่ 22 ตุลาคม 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดตัวคำแนะนำฉบับปรับปรุงภายใต้แคมเปญ “Be Ready” ซึ่งวางแผนรณรงค์ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี โดยสนับสนุนให้ครัวเรือนเตรียมน้ำดื่มและอาหารเก็บได้นานสำหรับอย่างน้อย 3 วัน แนวทางนี้เน้นการรับมือเหตุที่ทำให้บริการในชีวิตประจำวันสะดุด เช่น สภาพอากาศรุนแรงที่กระทบไฟฟ้า น้ำ โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต รัฐบาลระบุด้วยว่ามีคำแนะนำเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับครัวเรือนมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 และเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเป็นหลักปฏิบัติเดิม 

ประชาชนไม่จำเป็นต้องซื้อของทั้งหมดในครั้งเดียว แต่สามารถตรวจสิ่งที่มีอยู่แล้วและทยอยเติมระหว่างการซื้อของตามปกติ รายการที่แนะนำประกอบด้วยอาหารที่ไม่ต้องแช่เย็น น้ำดื่ม ไฟฉาย วิทยุใช้แบตเตอรี่ พาวเวอร์แบงก์ และเงินสดตามความจำเป็นของครอบครัว พร้อมคำนึงถึงของใช้เฉพาะสำหรับเด็ก ผู้ป่วย และสัตว์เลี้ยง รวมถึงตรวจวันหมดอายุเป็นระยะ

ยุโรปผลักดันให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง

คณะกรรมาธิการยุโรปและผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปเปิดตัวยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือวิกฤตหลายรูปแบบ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาคำแนะนำให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ยุทธศาสตร์นี้กล่าวถึงความเสี่ยงทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภัยไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติ จึงเป็นกรอบเตรียมพร้อมในหลายสถานการณ์ ไม่ใช่คำสั่งอพยพหรือประกาศว่าเหตุร้ายกำลังจะเกิดขึ้นทันที 

แต่ละประเทศแนะสำรองเสบียงกี่วัน?

ระยะเวลาสำรองเสบียงไม่ได้มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกประเทศ เพราะต้องพิจารณาลักษณะภัย พื้นที่อยู่อาศัย และโอกาสที่ระบบขนส่งหรือสาธารณูปโภคจะหยุดให้บริการ บางแห่งกำหนดเป้าหมายเริ่มต้นที่ 3 วัน ขณะที่บางแห่งแนะนำให้เตรียมได้นานกว่านั้น ตัวอย่างคำแนะนำจากหน่วยงานทางการมีดังนี้

  • เยอรมนี: หน่วยงานคุ้มครองพลเรือนและช่วยเหลือภัยพิบัติ หรือ BBK แนะนำให้เตรียมพร้อมพึ่งพาตนเองได้ประมาณ 10 วัน พร้อมย้ำว่าเสบียงสำหรับอย่างน้อย 3 วันก็มีประโยชน์ และสามารถค่อย ๆ เพิ่มได้ ไม่ใช่ข้อกำหนดบังคับสำหรับทุกครัวเรือน 
  • สวีเดน: แนะนำให้ครัวเรือนมีความพร้อมสำหรับอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อรับมือวิกฤตหรือสงคราม และมีคู่มือ “In Case of Crisis or War” ให้ประชาชนศึกษา
  • นอร์เวย์: หน่วยงาน DSB ปรับคำแนะนำจากเดิมอย่างน้อย 3 วัน เป็น 1 สัปดาห์ เพื่อให้ครัวเรือนและหน่วยงานมีเวลาวางแผนรับมือเมื่อเกิดวิกฤตรุนแรงหรือยืดเยื้อ 
  • เนเธอร์แลนด์: แคมเปญ “Denk vooruit” สนับสนุนให้เตรียมชุดฉุกเฉินและแผนครอบครัวสำหรับ 72 ชั่วโมงแรก โดยกล่าวถึงเหตุไฟฟ้าดับ น้ำท่วม และการสื่อสารขัดข้อง 
  • ออสเตรีย: แนวทางของหน่วยงานคุ้มครองพลเรือนในรัฐโลเวอร์ออสเตรียแนะนำให้วางแผนสำรองของใช้ประมาณ 10–14 วัน ส่วนเว็บไซต์รัฐทิโรลแนะนำเสบียงที่เพียงพออย่างน้อย 14 วัน 
  • ญี่ปุ่น: กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงแนะนำให้มีอาหารอย่างน้อย 3 วัน และหากเป็นไปได้ควรเตรียมประมาณ 1 สัปดาห์ โดยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรืออาจถูกตัดขาดอาจต้องสำรองมากกว่านั้น 
  • แคนาดา: รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมดูแลตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ทั้งกรณีต้องอยู่ในบ้านและกรณีอพยพ 
  • สหรัฐอเมริกา: มีคำแนะนำเรื่องชุดฉุกเฉินสำหรับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางที่เผยแพร่ผ่านกองทัพสหรัฐฯ ตามโครงการ Ready.gov ระบุให้เตรียมอาหารเก็บได้นานอย่างน้อย 3 วัน และน้ำสำหรับหลายวัน
  • ออสเตรเลีย: คำแนะนำแตกต่างตามพื้นที่ เช่น รัฐนิวเซาท์เวลส์แนะนำสิ่งของสำหรับ 3–7 วันในชุดเตรียมอพยพ ขณะที่รัฐควีนส์แลนด์มีคู่มือชุดฉุกเฉินสำหรับอย่างน้อย 3 วัน และบางคำแนะนำให้เตรียมนานขึ้นหากเสี่ยงถูกตัดขาด

ทำไมต้องเตรียม ทั้งที่ยังไม่มีเหตุฉุกเฉิน?

เหตุฉุกเฉินอาจทำให้สิ่งที่ใช้งานได้ตามปกติหยุดลงชั่วคราว เช่น ร้านค้าเปิดไม่ได้ ถนนถูกน้ำท่วม ระบบจ่ายไฟขัดข้อง หรือการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ใช้งานไม่ได้ การมีอาหาร น้ำ และของจำเป็นอยู่ที่บ้านจึงช่วยให้ครัวเรือนผ่านช่วงแรกได้โดยไม่ต้องออกไปหาสิ่งของท่ามกลางความเสี่ยง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถจัดลำดับความช่วยเหลือไปยังผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และพื้นที่ที่เดือดร้อนหนักกว่าก่อนได้ 

ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีประสบการณ์เรื่องการขนส่งและสาธารณูปโภคหยุดชะงักหลังภัยพิบัติ กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า บางเหตุการณ์ต้องใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ในการฟื้นฟูบริการ และสิ่งของช่วยเหลืออาจยังเข้าไม่ถึงในช่วง 3 วันแรก จึงสนับสนุนให้ประชาชนสำรองอาหารไว้ล่วงหน้า แทนการรอซื้อเมื่อเกิดเหตุแล้ว 

ควรเริ่มเตรียมอะไรบ้าง โดยไม่เพิ่มภาระเกินจำเป็น?

หลักสำคัญคือเลือกสิ่งที่ครอบครัวใช้จริง และเตรียมตามกำลังทรัพย์ พื้นที่จัดเก็บ และความเสี่ยงในพื้นที่ การสำรองของไม่จำเป็นต้องหมายถึงการซื้อจำนวนมากทันที แต่เริ่มจากตรวจของในบ้าน จัดรายการที่ขาด แล้วค่อย ๆ เติมให้ครบ ตัวอย่างสิ่งของที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • น้ำดื่มสะอาด: คำนวณตามจำนวนสมาชิกและจำนวนวันที่ต้องการเตรียม พร้อมเผื่อน้ำสำหรับประกอบอาหารและสุขอนามัย
  • อาหารเก็บได้นาน: เลือกอาหารที่รับประทานเป็นประจำ และมีบางส่วนที่กินได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือปรุงสุกเพิ่มเติม
  • ยาประจำตัวและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ: เตรียมให้เหมาะกับความจำเป็นของแต่ละคน รวมถึงรายการยาและข้อมูลสำคัญ
  • ไฟฉาย ถ่านสำรอง และพาวเวอร์แบงก์: ตรวจสอบให้พร้อมใช้งานและชาร์จอุปกรณ์ไว้เป็นระยะ
  • เงินสดและเอกสารจำเป็น: เตรียมตามความเหมาะสม เผื่อระบบชำระเงินหรือเครื่องเอทีเอ็มขัดข้อง
  • ของใช้เฉพาะสมาชิก: เช่น นมและของใช้เด็ก อาหารสำหรับผู้มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง
  • แผนติดต่อครอบครัว: จดเบอร์สำคัญและกำหนดจุดนัดพบ หากโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้

อีกวิธีที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองคือการหมุนเวียนเสบียง หรือ “Rolling Stock” โดยซื้ออาหารที่กินอยู่แล้วเพิ่มเล็กน้อย ใช้ของที่ใกล้หมดอายุก่อน และซื้อเติมตามที่ใช้ไป วิธีนี้ทำให้มีของสำรองโดยไม่ต้องแยกซื้ออาหารฉุกเฉินทั้งหมด พร้อมช่วยลดโอกาสที่ของจะหมดอายุทิ้งคาตู้ ทั้งนี้ ควรตรวจรายการเป็นระยะและปรับให้เหมาะกับสมาชิกในบ้าน 

คำแนะนำสำรองเสบียง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าสงครามโลกกำลังจะเกิด

แม้ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่หลายรัฐบาลนำมาวางแผน แต่คำแนะนำให้สำรองเสบียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ เอกสารทางการที่ตรวจสอบกล่าวถึงภัยหลายรูปแบบ และมีทั้งแนวทางเดิมกับแคมเปญที่ปรับปรุงใหม่ในช่วงเวลาต่างกัน สิ่งที่ประชาชนควรนำไปใช้จึงเป็นการเตรียมเสบียงฉุกเฉินอย่างพอดี ติดตามประกาศของหน่วยงานในพื้นที่ และวางแผนครอบครัวให้พร้อมรับเหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นได้ 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล